วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการเรือ ล่มที่เกาหลี




เหตุเรือล่มเกาหลีที่บัดนี้ผ่านพ้นวันเกิดเหตุมาเกือบครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่การค้นหาร่างของผู้สูญหายจากเหตุเรือล่มเกาหลีก็ยังไม่สิ้นสุดลง เพราะยังมีผู้สูญหายอีกนับร้อยชีวิต ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตได้พุ่งเป็น 64 รายแล้ว
จากข่าวเรือล่มเกาหลี มีการเปิดเผยว่าศพของผู้เสียชีวิตรายหลังๆ นี้ มีสภาพอันน่าสลดใจ คือ เล็บของผู้เสียชีวิตหลุดล่อนออกมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากการที่เหยื่อพยายามตะกุยตะกายผนังเรือเพื่อเอาชีวิตรอด

ทั้งนี้ สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 64 ราย โดยจำแนกเป็นชาย 37 ราย และหญิง 27 ราย ส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิตตอนนี้ก็ได้มีการต่อคิวกันเพื่อให้แพทย์เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอไปใช้ในการระบุตัวตนของศพที่กู้ออกมาจากเรือได้
     
korea01
เรือล่มเกาหลีใต้ ความคืบหน้าล่าสุด เรือเฟอร์รี่เซวอล ล่มนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ ดับแล้ว 9 ราย สูญหายอีก 287 ราย กู้ภัยชี้ที่เหลือรอดยาก เพราะอุณหภูมิ 12 องศา มีสติอยู่ในน้ำได้แค่ 2 ชม. ก่อนร่างกายจะเกิดอาการช็อก
วันที่ 17 เมษายน 2557 สื่อต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์เรือเฟอร์รี่ “เซวอล” ที่ขนผู้โดยสาร 475 ชีวิต จากเมืองอินชอนไปเกาะเชจู ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร แต่เรือเกิดอับปางลงหลังจากออกจากชายฝั่งได้ประมาณ 20 กิโลเมตร เมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ของวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมปลายซึ่งกำลังเดินทางทัศนศึกษาที่เกาะเชจู ล่าสุด มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ส่วนผู้สูญหายยอดอยู่ที่ 287 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ 179 ราย ซึ่ง ในขณะเกิดเหตุนั้น เรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 625 ตัน ได้เอียงและค่อย ๆ จมลงในทะเลที่อากาศหนาวเย็น อุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า ผู้โดยสารที่ตกอยู่ในน้ำนั้นจะมีสติอยู่ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ก่อนที่ร่างกายจะเกิดอาการช็อก เพราะฉะนั้นผู้โดยสารที่ยังไม่ทราบชะตากรรม โอกาสรอดค่อนข้างน้อย
ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยรายหนึ่ง เปิดเผยกับ Yonhap News สื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้ ว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้ขณะนี้อยู่ที่ 6 ราย เป็นนักเรียน และลูกเรือผู้หญิง เชื่อว่าเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีคนรอดจากซากเรือที่จมลงก้นทะเล เพราะการมีชีวิตรอดอยู่กลางทะเลในอุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส เป็นไปได้ยาก อีกทั้งก่อนหน้านี้นักประดาน้ำไม่สามารถเข้าถึงเรือเซวอลได้ เพราะน้ำเชี่ยว อีกทั้งทะเลก็ขุ่น เพราะพื้นเป็นดินโคลน
“ผมเกรงว่าโอกาสรอดน้อยมากสำหรับคนที่ติดอยู่ในซากเรือ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” เจ้าหน้าที่กู้ภัยอาวุโส เผยกับสื่อท้องถิ่น
ด้านทางการของเกาหลีใต้ เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างสุดความสามารถตลอดทั้งคืน โดยมีการระดมเรือจากกองทัพ เรือพาณิชย์ เฮลิคอปเตอร์ รวมถึงนักประดาน้ำ เพื่อค้นหาผู้ติดอยู่ในเรือ ซึ่งมีการจุดพลุใต้น้ำเพื่อช่วยในการค้นหาด้วย เพราะจะรอช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
ขณะที่ผู้โดยสารที่รอดชีวิตรายหนึ่ง เผยถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญว่า “ในระหว่างเกิดเหตุลูกเรือคนหนึ่งได้เตือนว่า ห้ามทุกคนขยับไปไหนให้อยู่กับที่ ทันใดนั้น เรือก็เอนไปอีกข้าง โดยไม่ทันได้เคลื่อนย้าย หรือแจ้งเตือนให้อพยพอะไรเลย”
ทางด้าน ปาร์ค กึน เฮ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์สลดครั้งนี้ว่า รู้สึกเจ็บปวดที่นักเรียนและครูต้องมาเผชิญกับโชคชะตาอันเลวร้ายเช่นนี้
“ผม รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจมาก ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิด ผมอยากฝากให้ทีมกู้ภัยเร่งค้นหานักเรียนและผู้รอดชีวิตอย่างสุดความสามารถ”

korea02korea03korea04korea05korea06korea07korea08sewolsewol2sewol4sewol5sewol6
————————–
Source : kapook
Fanthai -media-
7
 
0
 
0
 
27
 
Rate this
- See more at: http://fanthai.com/?p=98143#sthash.mDVX1alo.dpuf

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประเทศฝรั่งเศส


ประเทศฝรั่งเศส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ฝรั่งเศส)
สาธารณรัฐฝรั่งเศส
République Française (ฝรั่งเศส)
ธงชาติตราแผ่นดิน
คำขวัญ: Liberté, Égalité, Fraternité
("เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ")
เพลงชาติ: ลามาร์แซแยซ
ที่ตั้งของ ประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ (เขียวเข้ม) ในทวีปยุโรป (เขียวอ่อนและเทาเข้ม) ในสหภาพยุโรป (เขียวอ่อน)
ที่ตั้งของ ประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ (เขียวเข้ม)
ในทวีปยุโรป (เขียวอ่อนและเทาเข้ม)
ในสหภาพยุโรป (เขียวอ่อน)
ดินแดนของฝรั่งเศสทั่วโลก
ดินแดนของฝรั่งเศสทั่วโลก
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
ปารีส
48°51′N 2°20′E
ภาษาทางการภาษาฝรั่งเศส
การปกครองสาธารณรัฐเดี่ยว กึ่งประธานาธิบดี
 - ประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์
 - นายกรัฐมนตรีฌ็อง-มาร์ก เอโร
การสร้างชาติ
 - รัฐฝรั่งเศสพ.ศ. 1386 (สนธิสัญญาแวร์เดิง) 
 - ปัจจุบันพ.ศ. 2501 (สาธารณรัฐที่ 5) 
เข้าร่วมสหภาพยุโรป25 มีนาคม พ.ศ. 2500
พื้นที่
 - รวม632,834 ตร.กม. (43)
213,011 ตร.ไมล์ 
 - แหล่งน้ำ (%)?
ประชากร
 - 2550 (ประเมิน)64,102,1401 (20)
 - ความหนาแน่น112 คน/ตร.กม. (68)
290.1 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ)2548 (ประมาณ)
 - รวม1.871 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (7)
 - ต่อหัว30,100 ดอลลาร์สหรัฐ (24)
HDI (2546)0.942 (สูง) (16)
สกุลเงินยูโร2 (EUR)
เขตเวลาCET (UTC+13)
 - (DST)CEST (UTC+23)
โดเมนบนสุด.fr
รหัสโทรศัพท์33
หมายเหตุ 1:
หมายเหตุ 2: ดินแดนโพ้นทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใช้ฟรังก์ซีเอฟพี
3เฉพาะฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปเท่านั้น
ฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: France) หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: République Française) เป็นประเทศที่มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่น ๆ ในต่างทวีปประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ทอดตัวตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงช่องแคบอังกฤษและทะเลเหนือ และจากแม่น้ำไรน์จนถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ชาวฝรั่งเศสมักเรียกแผ่นดินใหญ่ว่า หกเหลี่ยม (L'Hexagone) เนื่องจากรูปทรงทางกายภาพของประเทศ ประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยยึดอุดมการณ์จากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และของพลเมือง
ประเทศฝรั่งเศสมีพรมแดนติดกับประเทศเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี โมนาโกอันดอร์ราและสเปน และเนื่องจากประเทศฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลไว้ในครอบครอง ทำให้มีอาณาเขตติดกับประเทศบราซิลและซูรินาเม (ติดกับเฟรนช์เกียนา) และเนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส (ติดกับแซ็ง-มาร์แต็ง) อีกด้วย นอกจากนั้นประเทศฝรั่งเศสยังเชื่อมกับสหราชอาณาจักรทางอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษอีกด้วย
ประเทศฝรั่งเศสเคยเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 จักรวรรดิฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศจักรวรรดินิยมที่มีอาณานิคมในครอบครองมากที่สุดในโลก แผ่อาณาเขตตั้งแต่แอฟริกาตะวันตกจนถึงเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากอิทธิพลทางวัฒนธรรม ภาษาและการเมืองการปกครองของดินแดนนั้น ๆ ประเทศฝรั่งเศสถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 82 ล้านคนต่อปี ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอีกด้วย ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหประชาชาติ เป็นสมาชิกประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสโลก จีแปด นาโต้และสหภาพละติน ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 360 หัวรบและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 59 แห่ง

พระราชวังแวร์ซาย


พระราชวังแวร์ซาย

ประวัติ
เดิมนั้น เมืองแวร์ซายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายน่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ.2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง
การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายแห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎรชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วยกิโยติน ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายยังอยู่ในสภาพดีและเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้
ห้องกระจก
ห้องกระจก (Galerie des Glaces หรือ The Hall of Mirrors) เป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดซึ่งเคยใช้เป็น ห้องลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตรกับจักรวรรดิเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และใช้เป็นที่ลงนาม ในเมื่อเยอรมนีบุกตีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ห้องนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำการก่อสร้างเอง ภายในห้องประกอบด้วยกระจกยักษ์ 17 บาน เปิดออกแล้วจะเห็นสวนแวร์ซายอันสวยงาม

เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลก[แก้]

พระราชวังแวร์ซายได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปีพ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้
  • (i) - เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
  • (ii) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
  • (vi) - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

วันปีใหม่


            ประเพณี วันปีใหม่ของชาวฝรั่งเศส
ประเทศฝรั่งเศสจะมีการฉลองปีใหม่กันในวันที่ 1 มกราคมของปฏิทินจอร์เจียน  โดยวันปีใหม่ของชาวฝรั่งเศสเรียกว่า เลอ ชัว เดอ ล็อง (le Jour de I'An)  ส่วนการฉลองวันปีใหม่จะเรียกว่า รีวียง (Reveillon) เทศกาลปีใหม่นับว่าเป็นเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส  และเป็นวันหยุดราชการอย่างเป็นทางการด้วย  ในวันนี้ชาวฝรั่งเศสจะออกไปพบปะกับเพื่อน ๆ และครอบครัวของพวกเขา  เพื่อเฉลิมฉลองวันพิเศษด้วยความปิติยินดี  มีการอำลาปีเก่าและการต้อนรับปีใหม่ด้วยความหวังถึงสิ่งดี ๆ ที่จะเข้ามา  หวังถึงความสำเร็จ  ความเจริญรุ่งเรือง  ความสุข  และสันติภาพ  โดยการฉลองปีใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในคืนส่งท้ายปีเก่าและดำเนินไปจนถึงวันที่ 6 มกราคมของปีใหม่  ซึ่งในฝรั่งเศสนั้น  เขาจะเรียกคืนวันส่งท้ายปีเก่าว่า ลา ซัง ซีลีเวส (la Saint-Sylvestre)
ในวันส่งท้ายปีเก่า  ชาวฝรั่งเศสจะทานอาหารค่ำมื้อพิเศษร่วมกัน  โดยเมนูอาหารที่เป็นที่นิยมมากก็คือ  เค้ก  โดยจะมีการตัดเค้กก้อนใหญ่แบ่งกัน  นอกจากนั้น  ยังมีเมนูพิเศษอื่น ๆ อีก  อย่างเช่น  แพนเค้ก  เป็ดหรือห่าน  มีการเสิร์ฟแชมเปญให้กับแขกผู้มาเยี่ยมเยือน  ตามประเพณีฝรั่งเศส  อาหารค่ำมือพิเศษนี้  จะนำความเจริญรุ่งเรืองและความโชคดีมาให้กับทุกชีวิตที่เข้าร่วมงานเฉลิมฉลอง  ส่วนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสก็จะมีการจัดขบวนพาเหรดในช่วงเย็น  ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการร้องเพลงและเต้นรำในขบวนพาเหรด  ที่จะมุ่งหน้าไปยังสวนเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำกิจกรรม  รวมไปทั้งการฉลองปีใหม่ด้วยการดื่มไวน์ร่วมกันด้วย
 การล่องเรือในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ก็เป็นที่นิยมในประเทศฝรั่งเศส  โดยการล่องเรือในวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ที่ว่านี้  จะเป็นการล่องเรือไปยังกลางมหาสมุทรหรือกลางทะเล  เพื่อจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่พิเศษและน่าจดจำ  ซึ่งก็เป็นที่นิยมมากทั้งในหมู่ชาวฝรั่งเศสและนักท่องเที่ยว  จนในบางปีนั้น  พบว่าผู้คนมีความต้องการล่องเรือเพิ่มมากขึ้น  จนทำให้เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดรายชื่อของผู้ที่จะขับเรือเพื่อนำคนออกไปล่องเรือเป็นคนสุดท้ายได้  
นอกจากนี้  ในวันที่สองของการเฉลิมฉลองจะมีการจัดขบวนแห่ปีใหม่ขึ้นในกรุงปารีส  ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งการเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยมเช่นกัน  จนทำให้มีหลายคนที่ต้องตายไปด้วยสาเหตุจากการเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองนี้  
ชาวฝรั่งเศสท้องถิ่นหลายพันคน  นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  พร้อมทั้งศิลปิน  นักร้อง นักเต้น  และนักแสดง  ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวนพาเหรดนี้  ซึ่งการเดินขบวนจะผ่านไปตามถนนต่าง ๆ ก่อนที่จะสิ้นสุดลงที่โตรกาเดโร (Trocadaro) ซึ่งอยู่ด้านล่างของหอไอเฟลนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม  การฉลองปีใหม่ของชาวฝรั่งเศสก็มักจะเป็นการฉลองกันแบบส่วนตัวมากกว่าจะเป็นการฉลองกับคนส่วนใหญ่  โดยผู้คนมักจะจัดงานปาร์ตี้ที่บ้านกับครอบครัวและเพื่อนสนิทที่ได้รับเชิญเท่านั้น  ซึ่งกิจกรรมก็จะประกอบไปด้วย การทานอาหารค่ำมื้อพิเศษที่ถูกจัดเตรียมไว้  และการเต้นรำร่วมกัน  ซึ่งในช่วงค่ำเราก็จะพบเห็นผู้คนเฉลิมฉลองและต้อนรับปีใหม่กันด้วยความปลื้มปีติและเต็มไปด้วยความรื่นเริง  และนอกเหนือไปจากงานปาร์ตี้ปีใหม่อย่างหนักแล้ว  ก็จะมีการส่งความปรารถนาดีให้แก่กันและกัน  ด้วยการแลกเปลี่ยนของขวัญกับคนใกล้ชิดและเป็นที่รัก  ซึ่งประเพณีการให้ของขวัญปีใหม่นี้  ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะให้ความหมายมากไปกว่าการให้ของขวัญในวันอื่น ๆ   โดยของขวัญที่ให้อาจจะเป็นการ์ดอวยพร  คุกกี้พิเศษ ๆ  เค้ก  หรือของมงคลอื่น ๆ
ที่นี่ยังมีอีกประเพณีที่สำคัญคือ เปอซง เดอัฟริล (Poisson d'Avril)  เป็นคำภาษาฝรั่งเศสซึ่งมีความหมายว่า  ปลาเมษายน  ประเพณีนี้จะเริ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ก้าวเข้าสู่วันที่ 1 มกราคมอย่างเป็นทางการหรือเป็นวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง ตั้งแต่เวลานั้น  ทุกคนที่ไม่ได้ทำตามประเพณีนี้จะถือว่าเป็นคนโง่หรือเป็นปลาเมษายน  ผู้คนจะเริ่มวางแผนการล้อเล่นกับผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขา  โดยการส่งคำเชิญพวกเขามาที่ปาร์ตี้โกหกนี้  และจากการได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  จึงทำให้ในปัจจุบัน  ประเพณีนี้ได้พัฒนาไปเป็นช่วงเวลาของการเล่นที่สนุกสนานและสร้างความบันเทิงสำหรับเด็ก ๆในประเทศฝรั่งเศสไปแล้ว


วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

กวีเเห่งเปียโน ชาวฝรั่งเศส



เฟรเดริก ฟรองซัวส์ โชแปง (Fryderyk Franciszek Chopin)

            โชแปง มีฉายาว่า กวีแห่งเปียโน (Piano Poet) เพราะเขารักเสียงเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ  เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1810 ใกล้กรุงวอร์ซอ  ประเทศโปแลนด์  บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส  มารดาเป็นชาวโปแลนด์  เขาจึงเป็นชาวโปแลนด์ตามเชื้อสายของแม่  เขามีพี่น้องผู้หญิงอีก 3 คน พ่อแม่จึงรักเขามากเพราะเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว  ครอบครัวของเขาเคยมีฐานะดีมาก่อนแต่มายากจนในภายหลัง  

      เมื่อโชแปงอายุได้ 2-3 เดือน พ่อแม่ก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่วอร์ซอ  พ่อไปเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส  โชแปงเริ่มเรียนเปียนโนเมื่ออายุได้ 6 ขวบกับ Adalbert Zywny ครูผู้ชื่นชอบดนตรีของ Bach , Mozart และ Beethoven แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียนกับ Joseph Elsner ซึ่งเป็นครูเปียโนโดยตรง

      โชแปงได้แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณชนตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ  ทุกคนเลื่องลือในความสามารถอันมหัศจรรย์ของเขา  นิ้วที่พลิ้วไหว  และเสียงดนตรีที่มีอารมณ์ทำให้ผู้คนร่ำลือ  เขาได้แสดงต่อๆมาอีกหลายครั้งทั่วยุโรป  จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียถึงกับประทานแหวนเพชรให้

      โชแปงเป็นคนรูปร่างบอบบาง  อ่อนแอ  เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย  มีความรู้สึกรักชาติ รักมาตุภูมิมาตั้งแต่เด็กเพราะ เขาได้เห็นภาพที่ทหารปรัสเซีย (เยอรมัน) ออสเตรียและรัสเซีย เข้ารุกรานประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา  แทบทุกวันที่โชแปงมองออกไปนอกบ้านเขาจะเห็นทหารรัสเซียฉุดกระชากทุบตีนักโทษชาวโปแลนด์ที่ผอมโซ  ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ  ต่อต้านระบบทรราชย์  และกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย 

        ความรู้สึกหดหู่คับแค้นใจอันนี้เกิดเป็นแรงบันดาลใจทำให้เขาเขียนเพลงเพื่อมาตุภูมิของเขา  กล่าวกันว่าเพลงชิ้นแรกที่เขาประพันธ์เมื่ออายุ 7 ขวบ คือ Polonaise in G Minor แต่เพลง Polonaise ที่มีชื่อเสียงของเขา คือ POLONAISE IN A-FLAT MAJOR, OPUS 53

        เมื่อเขาเริ่มเป็นหนุ่มอายุประมาณ 19 ปี  ในปี ค.ศ. 1829  เขาไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง  ชื่อ  คอนสทันย่า ( Constantia  Gladkowska )  โชแปงเกิดความรักจนมีแรงบันดาลใจให้เขียนเพลงท่อนที่เรียกว่า ลาร์เก็ตโต ( Larghetto )  ในผลงาน  Piano Concerto No.2  in F minor  

        ในราวสองปีต่อมา  คอสทันยาของเขาก็แต่งงานไปกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งวอร์ซอว์  

            ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง  ที่โชแปงรักและเธอก็รักเขา  คือ มาเรีย  ว้อดซินสก้า ซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตอนเด็กๆ  โชแปงมาพบมาเรียที่เมือง เดรสเดน  ประเทศเยอรมัน  และโชแปงได้แต่งเพลง Nocturne No.1 Bb  ให้แก่เธอ

            เมื่อโชแปงกลับจากเดรสเดนแล้ว  เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับความทรงจำของเขาที่นั่น คือเพลง  BALLADE No 1in G Minor Opus 23 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า  มาเรีย  วอดซินสก้า คือเนื้อหาของเพลงนี้  และเมื่อ ชูมันน์ได้ฟังเพลงนี้ก็ลงความเห็นว่ามันเป็นเพลงที่งดงามมาก

            ในภายหลังมาเรียได้แต่งงานไปกับท่านเคาน์โยเซฟ  สตาร์เบค  แต่ไม่มีความสุขในชีวิตสมรส จนเวลาล่วงเลยไปถึง 7 ปี  เธอจึงเลิกกับสามี

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1830 โชแปงต้องเดินทางออกนอกประเทศโปแลนด์เนื่องจากเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ปลุกระดมให้ชาวโปแลนด์ต่อต้านการครอบครองของออสเตรียและรัสเซีย  

        พ่อแม่ พี่น้อง อาจารย์และเพื่อนๆเศร้าใจกับการที่เขาต้องจากไป  จึงได้มอบก้อนดินของโปแลนด์ให้เขาเอาติดตัวไป  และก้อนดินก้อนนั้น โชแปงได้เก็บไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต


        เมื่อเขาเดินทางจากโปแลนด์ไปอยู่ฝรั่งเศส  เขาหลงใหลในตัวแม่ม่ายลูกติด นักเขียนชาวฝรั่งเศส  ในปี ค.ศ. 1837  โชแปงได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับยอร์ช  ชังค์นักประพันธ์ผู้กำลังมีชื่อเสียง  ชื่อจริงของเธอ คืด  ออโรร์  ดือ เดอวองต์  ผู้มีอายุแก่กว่าโชแปงถึง 6 ปี  หล่อนเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์  ฟิกาโร  และ เรอวู เดอ ปารีส์    หล่อนชอบสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย และสูบซิการ์  มีลูกติดสองคน  และชอบเปลี่ยนคนรักอยู่บ่อยๆ  โชแปงประทับใจในความเก่งกล้าสามารถ และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอ  เขาทั้งสองหลบไปอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ  และก็ได้ทำให้โชแปงได้ละเลยเรื่องการงานทางด้านดนตรีไปมาก  ซึ่งก็อาจเป็นเพราะอารมณ์อันอ่อนไหวของเขานั่นเอง  

        แล้ววันหนื่งเพื่อนและอาจารย์ Joseph Elsner ได้เดินทางมาหาเขาที่ปารีส  ขอร้องให้โชแปงช่วยแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยเหลือชาวโปแลนด์ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช  
              
          แต่ในที่สุดเสียงเรียกร้องของความรักชาติ  ก็กระตุ้นให้โชแปงได้หวนกลับมาแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ของเขา  แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากยอร์ชชังค์ก็ตาม  โชแปงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชาติอีกครั้ง  ทำให้เขาต้องหยิบก้อนดินจากโปแลนด์ที่เพื่อนมอบไว้ให้เขาขึ้นมากำอย่างปวดร้าวใจ

            “ ดินก้อนนี้  ตีตุสและพี่น้องได้ให้แก่เรามาเมื่อวันที่เราจะจากโปแลนด์  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงเสียงร่ำไห้ของพี่น้องชาวโปแลนด์ที่อยู่เบื้องหลัง  เพื่อเตือนให้เราขะมักเขม้นทำงานเสียสละเพื่อช่วยชาติ  แต่เราได้ลืมคำสัญญาและคำสาบานของเราเสียสนิท  แต่นี้ไปเราต้องปฎิบัติตามคำสาบาน”  เขากล่าวพร้อมกับยกก้อนดินขึ้นจูบ  

            ดังนั้นในปี ค.ศ.1848  เขาจึงออกตระเวณแสดงคอนเสิร์ตไปตามเมืองหลวงของประเทศต่างๆ  ลอนดอน  แมดริด  เวียนนา  บาร์เซโลน่า  บรัสเซลส์  และเบอร์ลิน  เพื่อนำเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ต่อสู้เพื่อเอกราช


            ต่อมาในปี ค.ศ.1847 ความสัมพันธ์ของโชแปงกับยอร์ชชังด์  ก็สิ้นสุดลง เนื่องจากลูกชายของเธอยิ่งไม่ชอบโชแปงขึ้นทุกวัน  และสุขภาพของโชแปงก็เสื่อมทรุดลง  เขามีอาการไอเป็นเลือดอยู่บ่อยๆ เพราะเขาเป็นวัณโรคมาตั้งแต่อยู่โปแลนด์แล้ว  เดอลาครัวซ์และเพื่อนๆได้มาพบเห็นโชแปงในสภาพที่ร่างกายทรุดโทรมและยากลำบากทางการเงิน  พวกเขาจึงพากันช่วยเหลือ

            พอวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1849  โชแปงก็อาการหนัก  ลุกไม่ไหวและพูดไม่ค่อยได้แล้ว  เขาขอให้เพื่อนๆช่วยเล่นเพลง “เรควิม” ( Requiem )ของโมสาร์ทในงานศพของเขา  และเขาได้กล่าวอำลาเพื่อนๆทุกคน  และในที่สุด ใกล้จะรุ่งอรุณของวันที่ 17 ตุลาคม เขาก็สิ้นชีวิต  เขามีอายุเพียง 39 ปีเท่านั้น  

            งานศพของเขาที่ปารีส  ใช้เวลาเตรียมงานศพถึง 13 วัน  เพราะต้องเตรียมเรื่องนักร้องประสานเสียงที่จะมาร้องเพลง  รีควีมของโมสาร์ท  ซึ่งเป็นเพลงที่โชแปงชอบมาก  ขบวนแห่ศพอันยาวเหยียดได้เริ่มขึ้น  มีการกล่าวสุนทรพจน์ตามประเพณีนิยม  และในขณะที่โลงศพถูกหย่อนลงในหลุม    ดินจากโปแลนด์ที่โชแปงได้เก็บรักษาไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ได้ถูกโปรยลงไปในหลุมฝังศพด้วย

            ที่หลุมฝังศพของเขามีคำจารึกว่า
        
              พักอยู่ในความสงบ 
              วิญญาณอันงดงาม  
              ศิลปินผู้สูงส่ง  
              ความไม่มีวันตาย
            ได้เริ่มขึ้นแก่ท่านแล้ว