วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

วันปีใหม่


            ประเพณี วันปีใหม่ของชาวฝรั่งเศส
ประเทศฝรั่งเศสจะมีการฉลองปีใหม่กันในวันที่ 1 มกราคมของปฏิทินจอร์เจียน  โดยวันปีใหม่ของชาวฝรั่งเศสเรียกว่า เลอ ชัว เดอ ล็อง (le Jour de I'An)  ส่วนการฉลองวันปีใหม่จะเรียกว่า รีวียง (Reveillon) เทศกาลปีใหม่นับว่าเป็นเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส  และเป็นวันหยุดราชการอย่างเป็นทางการด้วย  ในวันนี้ชาวฝรั่งเศสจะออกไปพบปะกับเพื่อน ๆ และครอบครัวของพวกเขา  เพื่อเฉลิมฉลองวันพิเศษด้วยความปิติยินดี  มีการอำลาปีเก่าและการต้อนรับปีใหม่ด้วยความหวังถึงสิ่งดี ๆ ที่จะเข้ามา  หวังถึงความสำเร็จ  ความเจริญรุ่งเรือง  ความสุข  และสันติภาพ  โดยการฉลองปีใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในคืนส่งท้ายปีเก่าและดำเนินไปจนถึงวันที่ 6 มกราคมของปีใหม่  ซึ่งในฝรั่งเศสนั้น  เขาจะเรียกคืนวันส่งท้ายปีเก่าว่า ลา ซัง ซีลีเวส (la Saint-Sylvestre)
ในวันส่งท้ายปีเก่า  ชาวฝรั่งเศสจะทานอาหารค่ำมื้อพิเศษร่วมกัน  โดยเมนูอาหารที่เป็นที่นิยมมากก็คือ  เค้ก  โดยจะมีการตัดเค้กก้อนใหญ่แบ่งกัน  นอกจากนั้น  ยังมีเมนูพิเศษอื่น ๆ อีก  อย่างเช่น  แพนเค้ก  เป็ดหรือห่าน  มีการเสิร์ฟแชมเปญให้กับแขกผู้มาเยี่ยมเยือน  ตามประเพณีฝรั่งเศส  อาหารค่ำมือพิเศษนี้  จะนำความเจริญรุ่งเรืองและความโชคดีมาให้กับทุกชีวิตที่เข้าร่วมงานเฉลิมฉลอง  ส่วนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสก็จะมีการจัดขบวนพาเหรดในช่วงเย็น  ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการร้องเพลงและเต้นรำในขบวนพาเหรด  ที่จะมุ่งหน้าไปยังสวนเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำกิจกรรม  รวมไปทั้งการฉลองปีใหม่ด้วยการดื่มไวน์ร่วมกันด้วย
 การล่องเรือในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ก็เป็นที่นิยมในประเทศฝรั่งเศส  โดยการล่องเรือในวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ที่ว่านี้  จะเป็นการล่องเรือไปยังกลางมหาสมุทรหรือกลางทะเล  เพื่อจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่พิเศษและน่าจดจำ  ซึ่งก็เป็นที่นิยมมากทั้งในหมู่ชาวฝรั่งเศสและนักท่องเที่ยว  จนในบางปีนั้น  พบว่าผู้คนมีความต้องการล่องเรือเพิ่มมากขึ้น  จนทำให้เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดรายชื่อของผู้ที่จะขับเรือเพื่อนำคนออกไปล่องเรือเป็นคนสุดท้ายได้  
นอกจากนี้  ในวันที่สองของการเฉลิมฉลองจะมีการจัดขบวนแห่ปีใหม่ขึ้นในกรุงปารีส  ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งการเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยมเช่นกัน  จนทำให้มีหลายคนที่ต้องตายไปด้วยสาเหตุจากการเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองนี้  
ชาวฝรั่งเศสท้องถิ่นหลายพันคน  นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  พร้อมทั้งศิลปิน  นักร้อง นักเต้น  และนักแสดง  ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวนพาเหรดนี้  ซึ่งการเดินขบวนจะผ่านไปตามถนนต่าง ๆ ก่อนที่จะสิ้นสุดลงที่โตรกาเดโร (Trocadaro) ซึ่งอยู่ด้านล่างของหอไอเฟลนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม  การฉลองปีใหม่ของชาวฝรั่งเศสก็มักจะเป็นการฉลองกันแบบส่วนตัวมากกว่าจะเป็นการฉลองกับคนส่วนใหญ่  โดยผู้คนมักจะจัดงานปาร์ตี้ที่บ้านกับครอบครัวและเพื่อนสนิทที่ได้รับเชิญเท่านั้น  ซึ่งกิจกรรมก็จะประกอบไปด้วย การทานอาหารค่ำมื้อพิเศษที่ถูกจัดเตรียมไว้  และการเต้นรำร่วมกัน  ซึ่งในช่วงค่ำเราก็จะพบเห็นผู้คนเฉลิมฉลองและต้อนรับปีใหม่กันด้วยความปลื้มปีติและเต็มไปด้วยความรื่นเริง  และนอกเหนือไปจากงานปาร์ตี้ปีใหม่อย่างหนักแล้ว  ก็จะมีการส่งความปรารถนาดีให้แก่กันและกัน  ด้วยการแลกเปลี่ยนของขวัญกับคนใกล้ชิดและเป็นที่รัก  ซึ่งประเพณีการให้ของขวัญปีใหม่นี้  ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะให้ความหมายมากไปกว่าการให้ของขวัญในวันอื่น ๆ   โดยของขวัญที่ให้อาจจะเป็นการ์ดอวยพร  คุกกี้พิเศษ ๆ  เค้ก  หรือของมงคลอื่น ๆ
ที่นี่ยังมีอีกประเพณีที่สำคัญคือ เปอซง เดอัฟริล (Poisson d'Avril)  เป็นคำภาษาฝรั่งเศสซึ่งมีความหมายว่า  ปลาเมษายน  ประเพณีนี้จะเริ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ก้าวเข้าสู่วันที่ 1 มกราคมอย่างเป็นทางการหรือเป็นวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง ตั้งแต่เวลานั้น  ทุกคนที่ไม่ได้ทำตามประเพณีนี้จะถือว่าเป็นคนโง่หรือเป็นปลาเมษายน  ผู้คนจะเริ่มวางแผนการล้อเล่นกับผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขา  โดยการส่งคำเชิญพวกเขามาที่ปาร์ตี้โกหกนี้  และจากการได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  จึงทำให้ในปัจจุบัน  ประเพณีนี้ได้พัฒนาไปเป็นช่วงเวลาของการเล่นที่สนุกสนานและสร้างความบันเทิงสำหรับเด็ก ๆในประเทศฝรั่งเศสไปแล้ว


วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

กวีเเห่งเปียโน ชาวฝรั่งเศส



เฟรเดริก ฟรองซัวส์ โชแปง (Fryderyk Franciszek Chopin)

            โชแปง มีฉายาว่า กวีแห่งเปียโน (Piano Poet) เพราะเขารักเสียงเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ  เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1810 ใกล้กรุงวอร์ซอ  ประเทศโปแลนด์  บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส  มารดาเป็นชาวโปแลนด์  เขาจึงเป็นชาวโปแลนด์ตามเชื้อสายของแม่  เขามีพี่น้องผู้หญิงอีก 3 คน พ่อแม่จึงรักเขามากเพราะเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว  ครอบครัวของเขาเคยมีฐานะดีมาก่อนแต่มายากจนในภายหลัง  

      เมื่อโชแปงอายุได้ 2-3 เดือน พ่อแม่ก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่วอร์ซอ  พ่อไปเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส  โชแปงเริ่มเรียนเปียนโนเมื่ออายุได้ 6 ขวบกับ Adalbert Zywny ครูผู้ชื่นชอบดนตรีของ Bach , Mozart และ Beethoven แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียนกับ Joseph Elsner ซึ่งเป็นครูเปียโนโดยตรง

      โชแปงได้แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณชนตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ  ทุกคนเลื่องลือในความสามารถอันมหัศจรรย์ของเขา  นิ้วที่พลิ้วไหว  และเสียงดนตรีที่มีอารมณ์ทำให้ผู้คนร่ำลือ  เขาได้แสดงต่อๆมาอีกหลายครั้งทั่วยุโรป  จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียถึงกับประทานแหวนเพชรให้

      โชแปงเป็นคนรูปร่างบอบบาง  อ่อนแอ  เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย  มีความรู้สึกรักชาติ รักมาตุภูมิมาตั้งแต่เด็กเพราะ เขาได้เห็นภาพที่ทหารปรัสเซีย (เยอรมัน) ออสเตรียและรัสเซีย เข้ารุกรานประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา  แทบทุกวันที่โชแปงมองออกไปนอกบ้านเขาจะเห็นทหารรัสเซียฉุดกระชากทุบตีนักโทษชาวโปแลนด์ที่ผอมโซ  ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ  ต่อต้านระบบทรราชย์  และกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย 

        ความรู้สึกหดหู่คับแค้นใจอันนี้เกิดเป็นแรงบันดาลใจทำให้เขาเขียนเพลงเพื่อมาตุภูมิของเขา  กล่าวกันว่าเพลงชิ้นแรกที่เขาประพันธ์เมื่ออายุ 7 ขวบ คือ Polonaise in G Minor แต่เพลง Polonaise ที่มีชื่อเสียงของเขา คือ POLONAISE IN A-FLAT MAJOR, OPUS 53

        เมื่อเขาเริ่มเป็นหนุ่มอายุประมาณ 19 ปี  ในปี ค.ศ. 1829  เขาไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง  ชื่อ  คอนสทันย่า ( Constantia  Gladkowska )  โชแปงเกิดความรักจนมีแรงบันดาลใจให้เขียนเพลงท่อนที่เรียกว่า ลาร์เก็ตโต ( Larghetto )  ในผลงาน  Piano Concerto No.2  in F minor  

        ในราวสองปีต่อมา  คอสทันยาของเขาก็แต่งงานไปกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งวอร์ซอว์  

            ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง  ที่โชแปงรักและเธอก็รักเขา  คือ มาเรีย  ว้อดซินสก้า ซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตอนเด็กๆ  โชแปงมาพบมาเรียที่เมือง เดรสเดน  ประเทศเยอรมัน  และโชแปงได้แต่งเพลง Nocturne No.1 Bb  ให้แก่เธอ

            เมื่อโชแปงกลับจากเดรสเดนแล้ว  เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับความทรงจำของเขาที่นั่น คือเพลง  BALLADE No 1in G Minor Opus 23 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า  มาเรีย  วอดซินสก้า คือเนื้อหาของเพลงนี้  และเมื่อ ชูมันน์ได้ฟังเพลงนี้ก็ลงความเห็นว่ามันเป็นเพลงที่งดงามมาก

            ในภายหลังมาเรียได้แต่งงานไปกับท่านเคาน์โยเซฟ  สตาร์เบค  แต่ไม่มีความสุขในชีวิตสมรส จนเวลาล่วงเลยไปถึง 7 ปี  เธอจึงเลิกกับสามี

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1830 โชแปงต้องเดินทางออกนอกประเทศโปแลนด์เนื่องจากเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ปลุกระดมให้ชาวโปแลนด์ต่อต้านการครอบครองของออสเตรียและรัสเซีย  

        พ่อแม่ พี่น้อง อาจารย์และเพื่อนๆเศร้าใจกับการที่เขาต้องจากไป  จึงได้มอบก้อนดินของโปแลนด์ให้เขาเอาติดตัวไป  และก้อนดินก้อนนั้น โชแปงได้เก็บไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต


        เมื่อเขาเดินทางจากโปแลนด์ไปอยู่ฝรั่งเศส  เขาหลงใหลในตัวแม่ม่ายลูกติด นักเขียนชาวฝรั่งเศส  ในปี ค.ศ. 1837  โชแปงได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับยอร์ช  ชังค์นักประพันธ์ผู้กำลังมีชื่อเสียง  ชื่อจริงของเธอ คืด  ออโรร์  ดือ เดอวองต์  ผู้มีอายุแก่กว่าโชแปงถึง 6 ปี  หล่อนเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์  ฟิกาโร  และ เรอวู เดอ ปารีส์    หล่อนชอบสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย และสูบซิการ์  มีลูกติดสองคน  และชอบเปลี่ยนคนรักอยู่บ่อยๆ  โชแปงประทับใจในความเก่งกล้าสามารถ และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอ  เขาทั้งสองหลบไปอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ  และก็ได้ทำให้โชแปงได้ละเลยเรื่องการงานทางด้านดนตรีไปมาก  ซึ่งก็อาจเป็นเพราะอารมณ์อันอ่อนไหวของเขานั่นเอง  

        แล้ววันหนื่งเพื่อนและอาจารย์ Joseph Elsner ได้เดินทางมาหาเขาที่ปารีส  ขอร้องให้โชแปงช่วยแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยเหลือชาวโปแลนด์ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช  
              
          แต่ในที่สุดเสียงเรียกร้องของความรักชาติ  ก็กระตุ้นให้โชแปงได้หวนกลับมาแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ของเขา  แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากยอร์ชชังค์ก็ตาม  โชแปงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชาติอีกครั้ง  ทำให้เขาต้องหยิบก้อนดินจากโปแลนด์ที่เพื่อนมอบไว้ให้เขาขึ้นมากำอย่างปวดร้าวใจ

            “ ดินก้อนนี้  ตีตุสและพี่น้องได้ให้แก่เรามาเมื่อวันที่เราจะจากโปแลนด์  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงเสียงร่ำไห้ของพี่น้องชาวโปแลนด์ที่อยู่เบื้องหลัง  เพื่อเตือนให้เราขะมักเขม้นทำงานเสียสละเพื่อช่วยชาติ  แต่เราได้ลืมคำสัญญาและคำสาบานของเราเสียสนิท  แต่นี้ไปเราต้องปฎิบัติตามคำสาบาน”  เขากล่าวพร้อมกับยกก้อนดินขึ้นจูบ  

            ดังนั้นในปี ค.ศ.1848  เขาจึงออกตระเวณแสดงคอนเสิร์ตไปตามเมืองหลวงของประเทศต่างๆ  ลอนดอน  แมดริด  เวียนนา  บาร์เซโลน่า  บรัสเซลส์  และเบอร์ลิน  เพื่อนำเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ต่อสู้เพื่อเอกราช


            ต่อมาในปี ค.ศ.1847 ความสัมพันธ์ของโชแปงกับยอร์ชชังด์  ก็สิ้นสุดลง เนื่องจากลูกชายของเธอยิ่งไม่ชอบโชแปงขึ้นทุกวัน  และสุขภาพของโชแปงก็เสื่อมทรุดลง  เขามีอาการไอเป็นเลือดอยู่บ่อยๆ เพราะเขาเป็นวัณโรคมาตั้งแต่อยู่โปแลนด์แล้ว  เดอลาครัวซ์และเพื่อนๆได้มาพบเห็นโชแปงในสภาพที่ร่างกายทรุดโทรมและยากลำบากทางการเงิน  พวกเขาจึงพากันช่วยเหลือ

            พอวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1849  โชแปงก็อาการหนัก  ลุกไม่ไหวและพูดไม่ค่อยได้แล้ว  เขาขอให้เพื่อนๆช่วยเล่นเพลง “เรควิม” ( Requiem )ของโมสาร์ทในงานศพของเขา  และเขาได้กล่าวอำลาเพื่อนๆทุกคน  และในที่สุด ใกล้จะรุ่งอรุณของวันที่ 17 ตุลาคม เขาก็สิ้นชีวิต  เขามีอายุเพียง 39 ปีเท่านั้น  

            งานศพของเขาที่ปารีส  ใช้เวลาเตรียมงานศพถึง 13 วัน  เพราะต้องเตรียมเรื่องนักร้องประสานเสียงที่จะมาร้องเพลง  รีควีมของโมสาร์ท  ซึ่งเป็นเพลงที่โชแปงชอบมาก  ขบวนแห่ศพอันยาวเหยียดได้เริ่มขึ้น  มีการกล่าวสุนทรพจน์ตามประเพณีนิยม  และในขณะที่โลงศพถูกหย่อนลงในหลุม    ดินจากโปแลนด์ที่โชแปงได้เก็บรักษาไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ได้ถูกโปรยลงไปในหลุมฝังศพด้วย

            ที่หลุมฝังศพของเขามีคำจารึกว่า
        
              พักอยู่ในความสงบ 
              วิญญาณอันงดงาม  
              ศิลปินผู้สูงส่ง  
              ความไม่มีวันตาย
            ได้เริ่มขึ้นแก่ท่านแล้ว

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เจ้าหญิงเคท ตั้งพระนามพระโอรส เจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์


เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน ทรงตั้งพระนามให้พระโอรสองค์น้อยแล้ว "จอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์" หรือเรียกอีกพระนามหนึ่งว่า เจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์
สำนักพระราชวังเคนซิงตัน แถลงการณ์ประกาศแจ้งอย่างเป็นทางการ เรื่องพระนามของพระโอรส รัชทายาทพระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษ โดยระบุว่า เจ้าชายวิลเลียม และ เจ้าหญิงแคทเธอรีน ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ทรงตัดสินพระทัยตั้งพระนามให้พระโอรสที่เพิ่งถือประสูติกาลได้ 2 วัน ว่า "จอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์" หรือ "เจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์" (Prince George Alexander Louis)
ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่า ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ทรงตั้งพระนามพระโอรสตามพระนามของกษัตริย์อังกฤษ ซึ่งในอดีตมีกษัตริย์อังกฤษทรงพระนามว่า จอร์จ ทั้งสิ้น 6 พระองค์ สำหรับการตัดสินพระทัยตั้งพระนามพระโอรสครั้งนี้ ทรงใช้เวลาเพียง 2 วัน หลังจากพระโอรสประสูติ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในอดีต เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ กับเจ้าหญิงไดอานา ทรงใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ ในการตั้งพระนามเจ้าชายวิลเลียม ขณะที่ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงใช้เวลาราว 1 เดือน ในการตั้งพระนามเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์

ทักษะการเรียนภาษา ฝรั่งเศส


เรียนภาษาฝรั่งเศสในต่างประเทศกับ EF

สำหรับคนที่สนใจจะเรียนภาษาฝรั่งเศส ไม่มีวิธีใดที่จะมีประสิทธิภาพไปกว่าการเดินทางไปเรียนภาษาฝรั่งเศสในต่างประเทศกับเจ้าของภาษาในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่จะเปิดโอกาสให้คุณดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยการสื่อสารภาษาฝรั่งเศสกับผู้คนรอบๆ ตัวคุณ ไม่ว่าจะในหรือนอกห้องเรียน การฝึกฝนที่ต่อเนื่องนี้จะทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสของคุณพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนตัวคุณเองยังต้องแปลกใจ
ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของประชากรกว่า 350 ล้านคนทั่วโลกในจุดหมายปลายทางต่างๆ ถึง 54 ประเทศด้วยกัน นอกจากนี้ ภาษาฝรั่งเศสยังเป็นภาษาที่สองที่ใช้เป็นภาษาราชการในองค์กรระหว่างประเทศอย่าง United Nations หรือ International Olympic Committee ด้วย

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วันงดสูบบุหรี่โลก


         

          ทุกคนก็คงจะรู้ถึงโทษของการสูบบุหรี่กันอยู่แล้วว่า มันส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราอย่างไร แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะสูบมัน บางคนเลือกที่จะสูบบุหรี่เพียงเพราะความเท่ห์จนในที่สุดก็ติดเป็นนิสัย และเนื่องในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีนั้น เป็น วันงดสูบบุหรี่โลก และ วันงดสูบบุหรี่โลก 2556 ใกล้มาถึงแล้ว แถมตอนนี้ก็ได้มี คําขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2556 ออกมาแล้วเช่นกัน และเพื่อให้ทุก ๆ คนได้เข้าใจถึงความเป็นมาของ วันงดสูบบุหรี่โลก กระปุกดอทคอม จึงมีบทความเกี่ยวกับ วันงดสูบบุหรี่โลก มาฝาก และลองใช้วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเลิกบุหรี่กันดีไหม? 

          วันงดสูบบุหรี่โลก เริ่มมีการจัดงานครั้งแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2531 เนื่องจากองค์การอนามัยโลกเล็งเห็นอันตรายของบุหรี่และสุขภาพของผู้สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่ไม่สูบแต่ต้องมารับควันบุหรี่ด้วย จึงจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลก หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า World No Tobacco Day เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่สูบบุหรี่อยู่เลิกสูบ และให้รัฐบาลชุมชนและประชากรโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งยังได้ประกาศให้มีการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ที่ใช้ชื่อว่า World Spidemic ซึ่งสื่อถึงการสูบบุหรี่ที่เป็นเหมือนโรคระบาดที่ระบาดอยู่ทั่วโลก โดยในวันงดสูบบุหรี่โลกในแต่ละปี ก็จะมีคำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลกที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้ 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2531 คือ บุหรี่หรือสุขภาพ ต้องเลือกสุขภาพ (Between tobacco and the health, choose health)  

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2532 คือ พิษของบุหรี่ต่อสตรี  ยิ่งมีมากกว่าบุรุษ (Women and Tobacco: Added risk) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2533 คือ เติบโตอย่างสดใส  ห่างไกลจากภัยบุหรี่ (Growing up without tobacco)

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2534 คือ สถานที่สาธารณะและยวดยานปลอดบุหรี่ (Public places and transport:  Better be tobacco free) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2535 คือ ที่ทำงานปลอดบุหรี่ สุขภาพดี  ชีวีปลอดภัย (Tobacco free work places: Safer and healthier) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2536 คือ บุคลากรสาธารณสุขร่วมสร้างสรรค์สังคมปลอดบุหรี่ (Health services, our window to a tobacco – free world) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2537 คือ ทุกสื่อร่วมใจต้านภัยบุหรี่ (The media against tobacco) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2538 คือ บุหรี่ก่อความสูญเสียมากกว่าที่คุณคิด (Tobacco costs more than you think) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2539 คือ ศิลปะและกีฬาไม่พึ่งพาบุหรี่ (Sport and the arts: play it tobacco free)

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2540 คือ ผนึกกำลังเพื่อสังคมปลอดบุหรี่ (United for a Tobacco – free world) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2541 คือ คนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่ (Growing up without tobacco) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2542 คือ อนาคตมีคุณค่า เมื่อบอกลา...เลิกบุหรี่ (Leave the pack behind) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2543 คือ บุหรี่คร่าชีวิต  อย่าหลงผิดตกเป็นเหยื่อ (Tobacco kills don’t be Duped) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2544 คือ เห็นใจคนรอบข้าง  ร่วมสร้างอากาศสดใส  ปลอดจากภัยควันบุหรี่ (Second-Hand Smoke: Let’s Clear the Air) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2545 คือ กีฬาปลอดบุหรี่  ส่งผลดีต่อสุขภาพ (Tobacco Free Sports – Play it clean) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2546 คือ ภาพยนตร์ปลอดบุหรี่  ส่งผลดีต่อเยาวชน (Tobacco free films tobacco free fashion) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2547 คือ บุหรี่ : ยิ่งสูบ...ยิ่งจน (ครอบครัวปลอดบุหรี่ จะมั่งมีและแข็งแรง) (Tobacco and Poverty (A Vicious Circle))  

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2548 คือ ทีมสุขภาพร่วมใจ ขจัดภัยบุหรี่ (Health Professionals and Tobacco Control) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2549 คือ บุหรี่ทุชนิดนำชีวิตสู่ความตาย (Tobacco: Deadly in any form or disguise) 

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2550 คือ ไร้ควันบุหรี่  สิ่งแวดล้อมดี  ชีวีสดใส (100% Smoke-Free Environments: Create and Enjoy)   

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2551 คือ เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจ ต้านภัยบุหรี่ (Tobacco - free Youth)  

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2552 คือ บุหรี่มีพิษ ร่วมคิดเตือนภัย (Tobacco Health Warnings)

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2553 คือ หญิงไทยฉลาด ไม่เป็นทาสตลาดบุหรี่ (Genderand Tobacco Withan Emphasis on Marketing to women)

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2554 คือ พิทักษ์สิทธิตามกฏหมาย  มุ่งสู่สังคมไทยปลอดบุหรี่ (The WHO Framework Convention on Tobacco Control)

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2555 คือ จับตา เฝ้าระวัง ยับยั้งอุตสาหกรรมยาสูบ  (Tobacco Industry Interference)

           คำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2556 คือ ไม่ใช้ ไม่รับ ไม่สนับสนุนโฆษณายาสูบร้าย ทำลายชีวิต (Ban tobacco advertising, promotion and sponsorship)



วันงดสูบบุหรี่โลก
วันงดสูบบุหรี่โลก 2556

          อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยก็ได้ตระหนักถึงความสูญเสีย ทางด้านชีวิตของประชากรที่เกิดจากการสูบบุหรี่  จึงได้มีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ รวมถึงกำหนดมาตรการต่างๆ โดยการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะพยายามให้เกิดการเลิกสูบบุหรี่ ดังเช่นที่กระทรวงได้ประกาศบังคับใช้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 ให้มีการพิมพ์คำเตือน และโทษของการสูบบุหรี่ที่ข้างซอง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 มีนาคม พ.ศ.2548 เป็นต้นมา อีกทั้งยังมีกฏหมายที่ใช้คุ้มครองสุขภาพประชาชน ได้แก่  

          1.     พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ที่มีสาระสำคัญในการประกาศเขตปลอดบุหรี่ ซึ่งแบ่งเขตปลอดบุหรี่ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ  

          - เขตปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง เช่น รถยนต์โดยสารประจำทาง ทั้งแบบปรับอากาศและไม่ปรับอากาศ รวมถึงแท็กซี่ ตู้รถไฟปรับอากาศ และห้องชมมหรสพ 

          - เขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด เช่น โรงเรียน ห้องสมุด แต่ยกเว้นห้องส่วนตัว 

          - เขตปลอดบุหรี่เกือบทั้งหมด เช่น สถานพยาบาล ศูนย์การค้า สถานที่ราชการและรัฐวิสาหกิจ หากจะสูบก็ให้สูบเฉพาะในเขตสูบบุหรี่ 

          - เขตปลอดบุหรี่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ เช่น ตู้รถไฟโดยสารทั่วไปที่ไม่ใช่แบบปรับอากาศ และร้านขายอาหารทั่วๆ ไป เฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ แต่ต้องจัดเขตสูบบุหรี่ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด 

          2. พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่มีสาระสำคัญในการห้ามขายบุหรี่ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท รวมถึงห้ามขายสินค้าอื่นและแถมบุหรี่ให้ หรือขายบุหรี่แล้วแถมสินค้าอื่น และห้ามการโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อม


วันงดสูบบุหรี่โลก
วันงดสูบบุหรี่โลก 2556

โทษของบุหรี่

          การสูบบุหรี่นั้นถือเป็นการทำลายสุขภาพ ทั้งต่อผู้สูบเองและผู้อยู่ใกล้ชิดที่สูดเอาอากาศที่มีควันบุหรี่เข้าไป เพราะควันบุหรี่ประกอบด้วยสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และมีสารก่อมะเร็ง ไม่ต่ำกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารอันตรายที่สำคัญ เช่น

 คาร์บอนมอนอกไซด์ 

          ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถจับออกซิเจนได้เท่ากับเวลาปกติ หากได้รับจะเกิดการขาดออกซิเจน ทำให้มึนงง ตัดสินใจช้า เหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ 

 นิโคติน 

          เป็นสารระเหยในควันบุหรี่ มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง มีผลต่อต่อมหมวกไต ทำให้เกิดการหลั่งอิพิเนฟริน ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจ เต้นเร็วกว่าปกติ และไม่เป็นจังหวะ หลอดเลือดที่แขนและขาหดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด (ก้นกรองไม่ได้ทำให้ปริมาณนิโคตินลดลงได้) 

 ทาร์ หรือน้ำมันดิน

          เป็นคราบมันข้นเหนียว สีน้ำตาลแก่ เกิดจากการเผาไหม้ของกระดาษและใบยาสูบ และเป็นสารก่อมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งปอด, กล่องเสียง, หลอดลม. หลอดอาหาร, ไต, กระเพาะปัสสาวะ และอื่นๆ ร้อยละ 50 ของน้ำมันดินจะไปจับที่ปอด เกิดระคายเคือง ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะ 

          จากการสำรวจพบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งปอดนั้น ร้อยละ 90 เป็นผลเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ โดยมีผลวิจัยระบุว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เกินวันละ 1 ซอง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 5-20 เท่า 

          ผู้ที่สูบบุหรี่ยังเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ อาจมีอาการไอเรื้อรัง บางครั้งไอถี่จนไม่สามารถนอนได้ นอกจากนี้ทาร์ในควันบุหรี่จะสะสมอยู่ในปอด จะทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ทำให้หายใจขัด หอบ และหากเป็นเรื้อรังอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ง่ายเช่นเดียวกัน 

          นอกจากนั้นยังพบว่าการสูบบุหรี่ ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่นโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล โรคความดันเลือดสูง โรคตับแข็ง โรคปริทนต์ โรคโพรงกระดูกอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ โรคหัวใจ เป็นต้น และยังส่งผลต่อบุคลิกภาพของผู้สูบบุหรี่อีกด้วย


ผลข้างเคียงต่อบุคคลอื่น

          การสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้สูบเองแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อผู้ใกล้ชิดอีกด้วย คือ หากเด็กได้รับควันบุหรี่ จะป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด หูชั้นนอกอักเสบเพิ่มมากขึ้น หากหญิงมีครรภ์ได้รับควันบุหรี่ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยกว่าปกติ รวมทั้งมีโอกาสแท้ง และคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังส่งผลต่อทารกในครรภ์ที่อาจทำให้สมองช้ากว่าปกติ มีความผิดปกติทางระบบประสาท และระบบความจำ 

          ขณะที่คู่สมรสของผู้สูบบุหรี่ มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าคู่สมรสที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ 3 เท่า และเสียชีวิตเร็วกว่าปกติถึง 4 ปีคนทั่วไป

          อย่างไรก็ตาม แม้บุหรี่จะมีโทษมากมาย แต่ก็ยังมีคนสูบ ทำให้รัฐต้องออกมาตรการ หรือกฎหมายควบคุมการสูบบุหรี่ด้วย ทั้ง สวนสาธารณะ, สนามบิน, สถานีรถไฟ, สถานศีกษา, ร้านค้า, ผับ, เธค และสวนอาหาร   เป็นต้น หากฝ่าฝืนก็จะต้องเสียค่าปรับ 

          อืม… นอกจากบุหรี่จะมีโทษมหันต์ต่อผู้สูบและคนใกล้ชิดแล้ว การสูบผิดสถานที่อาจทำให้ติดคุก หรือเสียเงินได้เช่นกัน… ฉะนั้นเราลองหันมาเลิกสูบบุหรี่กันดีกว่าไหม เพื่อสุขภาพของคุณเอง รวมทั้งคนที่คุณรักด้วย 


วันดื่มนมโลก





          รู้กันไหมเอ่ย 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก" (World Milk Day) ดังนั้น วันนี้เราจึงนำสาระความรู้เรื่อง วันดื่มนมโลก และสารพัดประโยชน์ของ นม มาฝากกันค่ะ

          องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันดื่มนมโลก" (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม โดยปัจจุบันมีมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก ที่จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องใน วันดื่มนมโลก

          ทั้งนี้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่า นมและผลิตภัณฑ์จากนมอื่น ๆ เป็นอาหารที่มีแร่แคลเซียมสูงที่สุด มีความสำคัญมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุดและยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินบี 12 ฯลฯ

           วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง 

           คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานกับร่างกาย 

           แมกนีเซียม สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ

           ฟอสฟอรัส สร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย และทำให้กระดูกแข็งแรง

           โปรแตสเซียม ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ 

           โปรตีน สร้างเสริมการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ 

           วิตามินบี 2 ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

          สำหรับ ธาตุอาหารใน "นม" ล้วนมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ และช่วยเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดี เพราะนมอุดมด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อฟัน มีโปรตีนที่ช่วยให้ฟันเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยเคลือบผิวฟัน นอกจากนี้ "นม" ยังเป็นเครื่องดื่มที่มอบความสดชื่นไม่แตกต่างจากน้ำดื่ม การดื่มนมเพียงหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น และยังทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการอีกด้วย

          ส่วนใครที่หลีกเลี่ยงไม่ดื่มนม เพราะเชื่อว่านมทำให้อ้วนนั้น ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องไขมัน หรือนมไม่มีไขมัน มีปริมาณไขมันแค่เพียง 3.9%, 1.7%, และ 0.3% เท่านั้น รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาดื่มนม เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกันดีกว่า


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

10 เรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับฝรั่งเศสนะคะ

1. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีคนใช้พูดเป็นภาษาแม่และภาษาที่สองถึง 128 ล้านคน โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส แคนาดา(รัฐควิเบก) สวิซเซอแลนด์ เบลเยี่ยม นอกจากนี้ทางฝั่งแอฟริกาก็มีประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน


2. ฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นแม่แบบในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งถ้าน้องๆสนใจที่จะเรียนต่อในด้านนิติศาสตร์แล้วละก็การมีความรู้ในด้านภาษาฝรั่งเศสไว้นั้น นับว่าได้เปรียบคนอื่นอยู่มากๆเลยทีเดียว
3. ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทษที่มีชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรม ทั้งด้านอาหาร แฟชั่น ศิลปกรรม ภาพยนตร์และวรรณกรรมต่างๆมากมาย เพราะฉะนั้นแล้ว น้องๆที่มีความสนใจทางด้านศิลปะวัฒนธรรม ก็ไม่ควรพลาดที่จะมีความรู้ด้านภาษาฝรั่งเศสไว้ประดับสมองเลยจ้า
4. ครั้งหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ถ้ามีโอกาสได้ท่องเที่ยวในต่างประเทศ รับรองว่าหนึ่งในประเทศที่น้องใฝ่ฝันต้องมีประเทศฝรั่งเศสอยู่แน่นอน เพราะประเทศฝรั่งเศสมีสถานที่ที่น่าท่องเที่ยวมากมาย เช่น กรุงปารีส พระราชวังแวร์ซาย พิพิธภัณฑ์ลูฟ และสถานที่น่าสนใจในแคว้นต่างๆอีกมากมาย
5. รัฐบาลฝรั่งเศสมีนโยบายมอบทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท หรือที่เรียกกันว่า ทุนไอเฟล ให้นักเรียนต่างชาติรวมถึงนักเรียนไทย ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในมหาลัยของประเทศฝรั่งเศส ในสาขาวิชาต่างๆมากมาย เช่น วิทยาศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีทุน Haif scholarships ซึ่งเป็นทุนศึกษาในระดับปริญญาเอกอีกด้วย
6. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการขององค์กรณ์ระหว่างประเทศที่สำคัญหลายองค์กรณ์ เช่น สหประชาชาติ สหภาพยุโรป องค์การยูเนสโก้ และยังเป็นภาษาที่ใช้ใน 3 เมืองสำคัญของทวีปยุโรป นั่นคือ Strasbourg , Bruxells , Luxemburg
7. ภาษาฝรั่งเศสมีความสำคัญเป็นอันดับ 3 ในโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการที่เรารู้ภาษาฝรั่งเศสก็จะทำให้เราสามารถรับรู้และเข้าใจข่าวสารของหลายๆประเทศในโลก
8. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ชาวยุโรปส่วนใหญ่จึงนิยมเรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ 2 รองจากภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นไม่ว่าน้องจะหลงอยู่ในประเทศใดในนยุโรป ถ้าน้องสามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศสได้ โอกาสที่น้องจะเอาตัวรอดได้มีสูงมาก
9. การเข้าใจภาษาฝรั่งเศสสามารถช่วยต่อยอดในการเรียนภาษาอื่นๆ เพราะภาษาฝรั่งเศสทีรากศัพท์มาจากภาษาละติน และกว่า 50% ของภาษาอังกฤษในปัจจุบัน มีส่วนคล้ายกับภาษาฝรั่งเศส นับว่าเป็นโอกาสดีของเด็กไทยที่จะเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสได้ง่ายขึ้น
10. ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ไพเราะมาก จนถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ดังนั้นภาษาฝรั่งเศสจึงถูกเรียกว่าเป็นภาษาแห่งความรักกันเลยทีเดียว
นอกจากนี้เมื่อน้องได้เรียนภาษาฝรั่งเศสแล้ว น้องจะสามารถอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ความงาม ไวน์ ขนมปัง เมนูอาหาร และอีกมากมายได้ คิดดูสิจ๊ะว่าการมีภาษาฝรั่งเศสประดับหัวสมองนั้น ไม่มีคำว่า เสียเปรียบใครแน่นอนจ้า =D